style> img { -webkit-filter: grayscale(100%); filter: grayscale(100%); } html { -webkit-filter: grayscale(100%); }
 
 
มะเร็งคืออะไร / มะเร็งที่พบบ่อยและการวินิจฉัยมะเร็ง / การเอาชนะมะเร็งและวิธีการรักษา / สัญญาณบอกเหตุว่าจะเป็นมะเร็ง
วิธีป้องกันและลดอัตราการเกิดมะเร็ง / สูตรอาหารต้านมะเร็ง / บทความที่น่าสนใจ
 

บทความที่น่าสนใจ

กระทู้แพทย์ – กระทู้ธรรม
ในวาระโอกาสที่อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
เข้ามาร่วมประชุมปรึกษาหารือและดูแลเยี่ยมเยียนผู้ป่วยมะเร็งที่อโรคยศาลวัดคำประมง เวลา ๑๗.๐๐ น ถึง ๒๐.๐๐ น.
..............................

เจรืญพรเพื่อนเครือข่ายที่เมตตาถึงเสมอ
หลวงตาขอเพิ่มเติมในประเด็นของคุณหมอศิริโรจน์ฯอีกว่า
ในความคิดเห็นของท่านท่านคิดว่าเมืองไทยเราน่าจะมี อโรคยศาล ทั่วทุกภาคของประเทศหรือไม่
ถ้าท่านคิดว่ามีเราควรจะดำเนินงานอย่างไร
ถ้าท่านคิดว่าไม่น่าจะมีเพราะเหตุไร
(โปรดตอบก่อน10โมงเช้าของวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2551)
ทุกคำตอบทุกปัญหาของท่านมีความหมายและคุณค่าอย่างยิ่ง

1.ท่านมีเป้าหมายอย่างไรในการทำงาน ( ท่านอยากให้เกิดอะไรขึ้น ในสังคมไทยด้านการเยียวยารักษาโรคมะเร็ง) แต่ถ้าท่านมองกว้างกว่าการรักษาโรคมะเร็ง ก็ให้แยกตอบมาทั้ง 2 ด้าน
2.ท่านทำอย่างไรจึงจะถึงเป้าหมายนั้น(ความคิดส่วนตัวเท่าที่จะเป็นไปได้พอสังเขป)
3.ปัญหาที่ท่านพบในการทำงาน และข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหานั้น(ไม่เกิน 3 ปัญหา)

ส่งมาที่ ppp@khampramong.com ; akekitty@hotmail.com ถ้าเป็นไปได้ ก่อนเที่ยงวันที่ 7 กพ. 2551
สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณเครือข่ายทุกท่าน ที่เมตตาต่ออโรคยศาลและชาวสกลนครด้วยดีตลอดมา
ขอแสดงความนับถือ
น.พ.ศิริโรจน์ กิตติสารพงษ์

ความเห็นที่ (๑)
น้องหมอเอกคะ
อุปสรรคย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และมีทางแก้ไขพัฒนาไม่รู้จบ ถ้ายังมีลมหายใจ อยู่กับศีล สมาธิ และปัญญาขอเป็นกำลังใจแม้อยู่ห่างไกลกัน

พี่อุษา

ความเห็นที่ (๒)
เสียดายค่ะที่ไม่ได้ไปแต่ส่งใจไปช่วย มีเค้าว่าจะไปวัดอีกในวันที่ 16 นี้กับหมอเกิ้ลค่ะ หมอเกิ้ลไปช่วยหลวงตา แต่หนูอยากไปล้างพิษจัง เครียดๆ หนูไม่ค่อยมีความรู้ทางด้านการแพทย์ มีความรู้ด้านสุขภาพแค่หางอึ่ง แต่เห็นด้วยกับ หมอสกลนะคะ ดีใจที่คุณหมอศิริโรจน์ทุ่มเทช่วยให้คนที่ทุกข์เพราะหมดทาง อย่างน้อยยังมีทางเลือก และทรมานน้อยลง คงไม่ใช่ช่วยผู้ป่วยมะเร็งแค่คนสกลเท่านั้นค่ะแต่ทั้งประเทศก็ว่าได้ ขอเป็นกำลังใจให้ทั้งคุณหมอและหลวงตาค่ะ จะทำงานของตัวเองให้ดีที่สุดมีโอกาสคงได้ไปช่วยนะคะ

มณี วรรธนเจริญกิจ
พุทธิกา

ความเห็นที่ (๓)
สิ่งที่อยากเห็น
1.ท่านมีเป้าหมายอย่างไรในการทำงาน (ท่านอยากให้เกิดอะไรขึ้น ในสังคมไทยด้านการเยียวยารักษาโรคมะเร็ง) แต่ถ้าท่านมองกว้างกว่าการรักษาโรคมะเร็ง ก็ให้แยกตอบมาทั้ง 2 ด้าน
ตอบ 1.1 อยากเห็นอาสาสมัครสุขภาพในหมู่บ้าน
โดยการนำบุคคลที่มีพื้นฐานความรู้อาจจะเป็น ป.ตรี หรือมีประสบการณ์ในการรักษาโรคมะเร็งหรือเป็นหมอสมุนไพร ที่ชาวบ้านท้องถิ่นให้ความเชื่อถือ (รายละเอียดหรือข้อกำหนดต้องว่ากันอีกครั้ง) นำบุคคลเหล่านี้มาให้ความรู้ ให้การอบรมแบบติวเข้ม ตามขั้นตอน วิธีการที่ถูกต้อง โดยการกำกับดูแลของรัฐ อาจจะไม่ถึงขั้นรักษา แต่เป็นผู้มีหน้าที่ประสานและแนะนำได้บ้าง (อย่าบอกว่าเขาเป็นหมอเถื่อน)
เหตุผลเพราะบุคลากรด้านนี้มีน้อย เครื่องมือก็น้อย การผลิตบุคลากรด้านนี้ก็ต้องเข้มข้น จึงผลิตมาไม่ได้มาก ดังนั้นการมีอาสาสมัครสุขภาพ จึงจะเป็นมือเป็นขาและเป็นผู้มีจิตอาสา ช่วยเหลือในระดับหนึ่ง อาจแนะนำว่า ถ้ามีอาการแบบนี้ นะ ให้มาที่วัดคำประมง หรือ ติดต่อ ที่ โรงพยาบาลนี้ กับใคร (หน้าที่ต้องกำหนดอีกครั้ง)
1.2 ขณะเดียวกันก็ต้องมีการรวมกลุ่มบุคลเหล่านี้ อาจเป็นกลุ่มท่าแร่ กลุ่มอากาศอำนวย กลุ่มพรรณานิคม มีประธาน รองประธาน เพื่อประสานจับมือความเป็นจิตอาสาให้แน่นแฟ้น มีเป้าหมายในการทำร่วมกันอย่างชัดเจน
1.3 ขณะเดียวกันก็อยากให้หน่วยงาน หรือสถานศึกษาที่มีคนหนุ่มสาวเยาวชน ที่เราอยากจะให้เป็นคนรับผิดชอบต่อสังคมในอนาคต ให้เขาออกมาเป็นผู้ฝึกงานด้านนี้บ้าง (เรามีแต่ฝึกงานตามอาชีพ แต่ประเทศไทยไม่มีนโยบายฝึกรับใช้สังคมเลย ) ดังนั้นผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาต้องมีนโยบายแนวใหม่ คือต้องกำหนดในข้อบังคับของสถานศึกษาว่า ในหนึ่ง ปี ต้องให้มีการออกไปรับใช้สังคม กี่วันแล้วให้ออกเกรด ให้ด้วย (ไม่ได้แปลว่าการรับใช้สังคม เช่นไปดูแลผู้ป่วยเป็นความผิดกฏหมายแล้วศาลสั่งให้ไปทำนะ)
1.4 ขณะเดียวกัน ก็อยากให้บริษัทเอกชน ห้างร้านนำพนักงานไปรับความรู้และช่วยเหลือสังคมด้วย บริษัทใดนำไปเป็นรูปธรรมบ่อย ๆ ให้ลดภาษีให้ ครั้งละ 10 เปอร์เซ็นตามอัตรา
1.5 อยากให้มีศูนย์มะเร็งประจำจังหวัด รัฐบาลใดๆ ก็ไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย มีแต่ป่วยแล้วก็ให้ผู้ป่วย งมเข็มไปหาที่รักษาเอาเอง ทำไมไม่มีรัฐบาลใด ตั้งงบมาให้ เช่น อีสานเหนือ ตั้งไว้ที่สกลนคร ปีต่อไปตั้งเพิ่มอีกในจังหวัดอื่น (ไม่จำเป็นต้องเลือกเมืองใหญ่ ยิ่งอยู่ไกลความเจริญจิตใจยิ่งสงบ อยู่ใกล้วัด ปฎิบัติธรรมได้ด้วยยิ่งดี ) เป็นระยะทั่วประเทศ ซัก 5 ปี ครบหมด ตั้งรถไฟฟ้าให้แต่คนกรุงเทพเดินทางไปมา ตั้งงบรักษาคนป่วยทั่วประเทศไม่ได้เชียวหรือ
1.6 อยากให้มีสถาบันวิจัยสมุนไพรที่ต่อต้านมะเร็งโดยตรงทุกภาคของประเทศ ให้นำบุคลากรหมอพื้นบ้าน หมอยา แม้แต่หมอคาถาอาคม ก็ต้องให้เกียรติ เชิญเขามาออกความเห็นและให้ถ่ายทอดประสบการณ์ ทั้งภูมิปัญญาที่สั่งสมกันมานาน แล้วนำมาวิเคราะห์วิจัย หาตัวยา แนวทาง วิธีการที่เป็นองค์ความรู้ใหม่จากภูมิปัญญาดั้งเดิม มีเงินทุนสนับสนุนอย่างพอเพียง
2.ท่านทำอย่างไรจึงจะถึงเป้าหมายนั้น(ความคิดส่วนตัวเท่าที่จะเป็นไปได้พอสังเขป)
จากคำตอบข้อ 1.1 คุณหมอที่เป็นสาธารณะสุขตำบล อำเภอ จังหวัด และท่านรัฐมนตรี ต้องสั่งการเป็นวาระแห่งชาติ
1.2 สาธารณะสุข ตำบล อำเภอ ต้องรายงานจังหวัด นำสรุปให้รัฐบาล เป็นผลงาน
1.3 ผู้อำนวยการของทุกแห่ง ทุกระดับ โดยนโยบายของท่านรัฐมนตรีว่าการ (บอกว่าท่านจะเป็นรัฐมนตรี ท่านแรกที่ต่อสู้เอาชนะมะเร็ง ในระยะ 4 ปี เพราะไม่เคยมีรัฐมนตรีท่านใดพูดมาก่อนเลย สาบาน)
1.4 เจ้าของสถานประกอบการน่าจะดีใจเพราะ ได้ลดภาษีลง แถมได้รับใช้สังคม และเป็นการโปรโมทกิจการของตนเองด้วย
1.5 นำข้อมูลเสนอรัฐบาลครับ
1.6 สภาวิจัย และกระทรวงที่เกี่ยวข้องทุกแห่งร่วมมือกัน
3.ปัญหาที่ท่านพบในการทำงาน และข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหานั้น(ไม่เกิน 3 ปัญหา)
มีปัญหาหลายอย่างมาก จนบางครั้ง ก็เบื่อหน่าย อยากจะตัดช่องน้อยหนีไปอยู่ป่าภาวนาหาวิมุติธรรม แต่ก็ทิ้งความเมตตาอันเป็นที่ตั้งของพระโพธิสัตย์ไปไม่ได้ จึงขอนำเสนอปัญหาดังนี้
1.ความไม่จริงใจในการทำงานที่ไม่จริงจังและต่อเนื่อง ของสมาชิกกลุ่ม เหลือคนทำงานจริงไม่กี่คน
2.สมาชิกที่ตั้งใจทำงาน แต่รายได้มีน้อย จึงต้องมีผู้สนับสนุนอย่างจริงใจด้วย
3.ปัญหาการคอรัปชั่นที่ดูจะซึมเข้าไปในใจของคนไทย
4.ทุกหน่วยงานที่ออกนโยบายหรือแผนปฎิบัติงาน มักจะคิดแต่ได้ทำกิจกรรม หากไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง
สิ่งที่ควรมีอย่างยิ่งและอย่างรวดเร็วที่สุด และต้องเป็นวาระแห่งชาติ
โดยคณะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง คือ อโรคยาศาลประจำภูมิภาคหรือประจำทุกจังหวัดในประเทศไทย
พรรคการเมืองใดเสนอนโยบายนี้ จะนำญาติพี่น้องลูกหลานประมาณ 150 คน กาลงคะแนนบัตรโทนตลอดไป สาบาน

ฤาษีเอก อมตะ

ความเห็นที่ (๔)
ผมคิดว่าการสาธารณสุขยุคใหม่ จะไม่ใช่ pathogenesis แต่เป็น salutogenesis (ไม่ใช่เริ่มจากหา "พยาธิกำเนิด" แต่เป็นจาก "สุขภาวะกำเนิด") และไม่ใช่โดย hospital-center ไม่ใช่ patient-center แต่เป็น human center เพราะลำพัง patient-center ก็ยังเป็น passive action ไม่ใช่การสาธารณสุขเชิงรุก
ต้องเริ่มจากการให้ความสนใจ ความสำคัญ ต่อชีวิต สุขภาวะ กันอย่างจริงจังในสังคม เริ่มจากตนเอง คนรอบข้าง และเพื่อนๆ ที่ทำงาน
ปัญหาคือ "คนไม่คิดใคร่ครวญสิ่งที่เห็น ไม่พูดสิ่งที่คิด ไม่ทำสิ่งที่พูด ไม่เห็นสิ่งทีทำ" จะแก้ก็คงเป็นเริ่มจากคิดใคร่ครวญสิ่งที่เห็นตำตา พูดจากใจไม่เสแสร้ง ทำในสิ่งที่ตนเองพูดออกไป ทำอะไรไปก็นำมาพิจารณา
ผมไปไม่ได้ครับ ก็ขอแยมแต่เพียงแค่นี้

เมตตา สกล (นพ.ดร.สกล สิงหะ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์)

ความเห็นที่ (๕)
Dear Luang Ta:
I am sorry to use English. I am now in Fukuoka working with The Japanese priest, JeKan whom you met at the AIC-HHC Conference in KKU. He runs an end of life care center. He will get in touch with you to get the Japanese volunteer group to come to arokayasala. i am very happy to see his work. To me, I think it is important to have hospice care in every region of Thailand for the quality of life of the terminally ill patients and their family.
The KKU group will come back on Febuary8th, I will get in touch with you later.
Krab namasakarn ka,
Earmporn

กราบนมัสการ หลวงตาที่เคารพ
ดร.เอื้อมพร กำลังอยู่ที่ฟูกูโอกะ ญี่ปุ่น จะกลับเมืองไทย 8 กพ.2551แล้วจะติดต่อหลวงตาภายหลัง เจข่านบาทหลวงญี่ป่น กำลังทำศูนย์การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย จะส่งอาสาสมัครจากญี่ปุ่น มาอโรคยศาล ดร.เอื้อมพรมีความสุขมากที่เห็นการทำงานของบาทหลวงเจข่าน
เป็นสิ่งสำคัญมากที่จะมี hodpice ทุกภาคของประเทศไทยสำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้าย
เรียบเรียงโดย หมอเอก
ญี่ปุ่นยังไม่ได้มาวันที่ 8 กพ.หรอกครับหลวงตา

ความเห็นที่ (๖)
ความเห็นของหมอศิริโรจน์ เครือข่ายดี๊ดี และอาสาสมัครอโรคยศาลวัดคำประมง
เป้าหมาย
ต้องการให้คนมีความสุข ตามอัตภาพที่มี สังคมมีน้ำใจ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แม้ว่าจะไม่รู้จักกัน มีเวลาว่างสร้างสรรค์สิ่งดีๆ
ผู้ป่วยมีความสุข มีทางเลือกในการรักษา ไม่ถูกบังคับ ถ้าตายก็ตายแบบสงบ ยิ้ม
ทำอย่างไร
โดยเริ่มที่ตนเอง ทำเป้าหมายชีวิตให้ชัดเจน แล้วเดินไปที่เป้าหมายนั้นไม่วอกแวก ทำอย่างมีความสุข
เมื่อมีความสุขก็ไม่ต้องทนทำ ก็ไม่ต้องถามว่าสำเร็จหรือยัง เพราะมีความสุขอยู่แล้ว
โดยเป็นตัวอย่างที่ดีของ คนในครอบครัว คนในที่ทำงาน ในเครือข่าย
คนในหมู่บ้าน ดูแลกัน ถ้าเหลือบ่ากว่าแรงก็เป็นอนามัย โรงพยาบาล หรือหน่วยงานสนับสนุนอื่นๆ หน่วยงานเหล่านี้ ควรสนับสนุนทรัพยากรไปที่ภาคประชาชน เช่น เงิน เครื่องมือ ความรู้ หนังสือคู่มือ สื่อ ทักษะการอบรม และเป็นพี่เลี้ยงที่น่ารัก
เป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีของคนอื่น บอกสิ่งดีๆให้คนอื่นรู้ ถ้าบอกแล้วเขาไม่รู้ ก็หาโอกาสบอกเรื่อยๆ พาไปดู ให้ลองสัมผัสเอง ไม่บังคับให้เชื่อ ไม่ตำหนิติเตียน
หาโอกาสขยายเครือข่าย จาก 1 เป็น 2 , 2 เป็น 4
มีเวทีที่จะบอกให้คนอื่นรู้ ให้เครือข่ายรู้ เช่น สถานีวิทยุ website ใครทำอะไรก็รายงานให้รู้ ร่วมกันชื่นชม
ปลูกฝังเด็กๆให้พวกเขาซึมซับตั้งแต่เยาว์วัย พาเด็กๆมาเรียนรู้ด้วย เป็นส่วนหนึ่งในหลักสูตรท้องถิ่น หมายถึงหมู่บ้านหรือโรงเรียนควรพาเด็กมาสัมผัส หรือมาพร้อมพ่อแม่ปู่ย่าตายายด้วย ไม่ใช่มาเฉพาะตอนป่วย
ไม่ตื่นเต้นกับเครื่องชี้วัด สถิติใดๆ evidence base ก็เป็น evidence ที่ปรากฏชัดในใจเราอยู่แล้ว
ปัญหาและอุปสรรค
อยู่ที่เราใจร้อนเกินไป ลงแรงน้อยได้ผลมากไม่น่าเป็นไปได้ ต้องค่อยๆเป็นค่อยไป
เปิดเวทีให้ผู้อื่นสัมผัสสิ่งที่ดีงามน้อยเกินไป ส่วนมากได้แต่ฟัง ไม่ค่อยได้สัมผัส เช่น การช่วยให้คนใกล้จะสิ้นชีวิตไปอย่างสงบเป็นเรื่องที่ดี แต่การสัมผัสประสบการณ์แบบนี้ของแพทย์ พยาบาล ยังน้อยเกินไป ทั้งๆที่เห็นอยู่ทุกวัน ถ้ามีอาจารย์ผู้ใหญ่ พร้อมเครือข่ายไปเยี่ยมโรงพยาบาล คุยกับผู้ป่วยและญาติให้เห็น คนในโรงพยาบาลมาเรียนรู้และ feed back ด้วยก็จะเกิดการสัมผัสประสบการณ์ดีๆมากกว่าการไปนั่งฟังวิชาการ
ถอดหัวโขนของแพทย์พยาบาลแล้วสวมวิญญาณมนุษย์ดูบ้าง คุยกับคนไข้ จะพบกับสิ่งดีๆเช่นกัน
ลองทำงานโดยไม่มีค่าตอบแทนบ้าง เช่นมาเป็นอาสมัครที่วัดคำประมง ปีละ 1 วัน จะพบกับสิ่งดีๆเช่นกัน เจ้านายก็เปิกโอกาสให้ลูกน้องทำความดีเพื่อความดีบ้าง
ใช้เงินของแผ่นดินในการสร้างคนน้อยไป ยังเน้นที่วัตถุ ควรยกย่องโครงการที่สร้างคนมากกว่าโครงการสร้งวัตถุ
มีอโรคยศาลทุกภาคทั่วประเทศไทยเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะเป็นสิ่งที่ผู้เป็นคนป่วยก็มีความสุข ผู้มาช่วยเหลือผู้ป่วยก็มีความสุข กลับมองไปดูที่เป้าหมาย ก็เพื่อมีความสุข ...ก็เดินถึงอยู่ทุกวันอยู่แล้ว

ความเห็นที่ (๗)
จากคุณลูกน้ำ(สุธรรมา) กระทรวงสาธารณสุข
นมัสการ...หลวงตาปพนพัชร์
เนื่องจากลูกน้ำ ไปเข้าร่วมประชุม ในวันที่ 7 ก.พ.51 ไม่ได้ จึงขอส่งแนวคิดเห็นเพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยมะเร็งต่อไปดังนี้
1. เป้าหมายในการทำงาน
ในการรักษาเยียวยาผู้ป่วยมะเร็ง อยากให้เกิดอะไรกับสังคมไทยการเยียวยารักษาโรคมะเร็ง นั้น
ลูกน้ำคิดว่าเป้าหมายสูงสุดก็คือ อยากให้ผู้ป่วยช่วยยืดอายุของผู้ป่วยให้นานที่สุด และให้ผู้ป่วยมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแกร่งต่อสู้กับโรคร้ายได้อย่างกล้าหาญ แบบองค์รวม โดยวิธีการรักษาแบบการแพทย์แผนไทยผสมผสานกับการแพทย์แผนตะวันตกได้อย่างลงตัว ในอนาคตอยากให้บรรจุการแพทย์แผนไทยในโรงพยาบาลภาครัฐ หรือเอกชน เพื่อสืบสืนวัฒนธรรมไทยต่อไป และการรักษาผู้ป่วยมะเร็งด้วยการแพทย์แพทย์แผนไทยยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ป่วยและญาติให้มีความใกล้ชิดกันอีกด้วย (เตรียมตัวให้พร้อมก่อนตาย)
2. ทำอย่างไรถึงจะถึงเป้าหมายนั้น
ลูกน้ำคิดว่า การไปถึงเป้าหมายนั้นต้องใช้ความขยันอดทน เพราะมีปัญหาอุปสรรคมากมายที่จะไปถึง แต่ถ้าเราช่วยกันทุกฝ่ายในสังคมไทยการช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งจะขับเคลื่อนไปได้ไกล และสืบต่อไปถึงลูกหลาน
ช่วยกันเผยแพร่ วิธีการรักษาแบบการแพทย์แผนไทย เช่น สมาธิบำบัด และการรับประทานยาสมุนไพร กวดนวด ดนตรีบำบัด เป็นต้น ถ้ามีผลดีต่อผู้ป่วยแล้วก็จะบอกกันปากต่อปาก
3. ปัญหาที่พบ และข้อเสนอแนะ
ปัญหาที่พบในตอนนี้ คือ การรักษาผู้ป่วยมะเร็งด้วยการแพทย์แผนไทยยังมีเครือข่ายน้อยแห่งในประเทศไทย และประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจ และหันมาเลือกวิธีการรักษาด้วยการแพทย์แผนไทยเป็นวิธีสุดท้ายแล้ว พร้อมทั้งยังขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ด้านการแพทย์แผนไทยและแผนปัจจุบัน ในการเยียวยารักษาโรคมะเร็งอีกด้วย

ความเห็นที่ (๘)
เรียนคุณหมอศิริโรจน์และนมัสการหลวงตา เครือข่ายกัลยาณมิตร
ต้องขอแสดงความกังวลใจเล็กน้อยที่ไม่ได้ไปร่วมประชุมที่วัดคำประมงได้ในวันตรุษจีน(Chinese New Year) ผมคิดว่าใจผมนั้นเข้าใจในความรู้สึกต่างๆของคุณหมอศิริโรจน์ตั้งแต่วันที่เราจะจากกันด้วยความห่วงใยในชีวิตของผู้คนที่ทรมานด้วยโรคเรื้อรังต่างๆเมื่อได้ฟังเพลงเพื่อชีวิต (ชีวิตใครชีวิตมัน เป็นคำพูดของลูกน้องและเพื่อนร่วมงานสมัยที่เป็นข้าราชการอยู่บ้านนอกตระเวณเดินทางอยู่แถวชายแดนพม่าผมจำเขามาอีกทีมันกินใจดี) คุณหมอศิริโรจน์เป็นคนเลือก สถานที่ และบรรยากาศในการคุยกันก่อนกลับกรุงเทพฯ เป็นร้านที่อยู่ใกล้สนามบินสกลนคร แล้วคุณหมอก็สรุปประเด็นว่า(Theme) มีอยู่ 3 เรื่องที่น่าทำเกี่ยวกับ Palliative Care โดยเฉพาะดูแลผู้ป่วยมะเร็ง

ประการที่ 1 ด้านจิตใจให้ความหวังแก่เขาหากเขาไม่มีความหวังที่จะอยู่ในโลกนี้ต่อไป เพราะมันเป็นบาป จิตอาสาของอ.สกล อาจช่วยได้ถึงแม้ว่าไม่ใช่ทั้งหมด ประเด็นเป็นสิ่งที่คุณหมอพูดที่เหลือในประโยคนี้ผมให้สีสรรมากกว่า

ประการที่ 2 เรื่องอาหารและภาวะโภชนาการของผู้ป่วย หรือที่หลวงตาเรียกว่าโภชนบำบัดเรื่องนี้ท่านน.พ.ลือชา วนรัตน์ ท่านอธิบดี ท่านคลุกคลีอยู่กับงานโภชนาการหลายปีสมัยที่อยู่กรมอนามัยผมทราบเรื่องนี้ดีผมเป็นลูกน้องท่านมาก่อน และวันที่พวกเราชีวันตารักษ์และเครือข่ายกัลยาณมิตรนมรรคคาแห่งความรักและความสุขไปพบท่านในวันนั้น ท่านพุดว่า คงหมายถึงหน่วยงานของท่านที่รับผิดชอบขาดแคลนบุคลากรถ้าหมายถึงท่านต้องการข้าราชการผมยินดีสมัครกลับเข้ารับราชการใหม่ ที่คุณหมอศิริโรจน์กล่าวมาในที่นี้คงหมายถึงระดับเพื่อนๆน้องๆในสถานีอนามัย(เดิม)กับพยาบาลบรรจุใหม่ซึ่งอาจจะไม่มีประสบการณ์กับงานเชิงรุก สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาอะไรทำนองนั้นเหมือนที่สสส.ทำอยู่ทุกวันนี้ เอาเงินภาษีจากเหล้าและบุหรี่ที่ทำให้เกิดสาเหตุของโรคมะเร็งปัจจัยหนึ่งแม้เป็นบางส่วน แต่บางครั้งก็ไม่ตายหลังจากบริโภคไปนานๆกลับตายด้วยโรคอื่น

ประการที่ 3 เรื่องการออกกำลังกายง่ายกว่าเรื่องDiet คุณหมอณรงค์ สายวงศ์ ผอ.กองโภชนาการ ท่านพูดให้ผมฟังที่โรงแรม กอล์ฟ สปา ปทุมธานีช่วงอาหารมื้อเย็นท่านบอกว่าท่านวัลลภ ไทยเหนือ บอกกับท่าน ซึ่งผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ในอดีตที่ผ่านมาถึงการใส่เสื้อเหลืองและเต้นแอโรบิกที่สนามหลวง แต่ผมว่าแอโรบิกมันหนักเกินไปสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง โยคะก็จะเหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานมากกว่า สำหรับผมคิดว่าแค่การหายใจแบบChidynamics
ก็น่าจะเพียงพอ ส่วนเรื่องสมุนไพรของหลวงตาก็ให้องค์การเภสัชที่คลองสิบ ปทุมธานี ติดกับสถาบันมหาวชิราลงกรณ์ไปติดต่อพี่น้อย คุณประเสริฐ แล้วทำตลาดและส่งเสริมการขายแบบครีมหน้าเด้ง จริงๆ แล้วที่ทางวัดคำประมงมีที่ปลูกสมุนไพรพอสมควรหากสถานที่ไม่พอ ก็ขอร้องให้องค์การเภสัชมีที่ติดเขาอยู่ชลบุรีร่วมมือกับเกษตรอำเภอ ทำ Tissue Culture ขยายพันธุ์สมุนไพร พูดแบบคนเคยทำงานในมูลนิธิการแพทย์แผนไทยพัฒนา รวมทั้งการเปิดสอนการนวดแบบเบาๆคนไข้ไม่เจ็บเนื้อเจ็บตัวแต่คลายเครียดแบบสปา เมื่อวันที่ 7 ก.พ.51 ผมอยากไปพบคุณหมอและหลวงตาพูดกันแบบ ชาวบ้าน (informal) ถ้าหากว่าผมอยู่นครสวรรค์ผมคงเอารถไปเองแล้วอาจจะมีน้องๆช่วยกันขับไปออกชุมแสงเข้าเพชรบูรณ์และสู่ขอนแก่นและสกลแต่ทางบริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน) นัดให้ผมไปส่งหนังสือ ธรรมะ 5 ศาสนาในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายจำนวน 750 เล่ม (ฝากขาย) ที่ศูนย์กระจายสินค้า(กิ่งแก้ว)หลวงตาและคุณหมอมีหนังสืออะไรจะฝากขายก็ส่งมาที่ผม ได้คุณหมอฟันสารชายังส่งมาให้ผมช่วยขายเล็กน้อย หลวงตาคงเล่าให้คุณหมอศิริโรจน์ฟังได้ดีคำพูดของอาจารย์หมอประเวศ วะสี บรรยายให้เครือข่าย สสส. ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ (31 /01/51)

สุดท้ายนี้อะไรก็ตามจะสร้างได้ต้องเริ่มที่ฐานสร้างเครือข่ายก่อนแล้วให้ยอดคือผู้บริหารกระทรวงฯบอกกับนักการเมืองว่าต้องทำกันจริงๆจังๆ เหมือนในยุโรปและอเมริกา ใช้เวลา 30 ปี(เติมเอง) ผมคนตัวเล็กช่วยโครงการของสสส.อยู่ครับ เป็นโครงการเล็กทีมงาน 10 คน คุณหมอลองใช้ Search Engine Google หรือ Yahoo ก็ได้ ค้นคำว่า Cancer Love Sugar และ Fat and Cancer อะไรทำนองนี้ดูซิครับถ้าเคยแล้วก็คงเข้าใจโครงการเชิงรุกทางด้านแผนงานอาหารของสสส.เชิงรุก ผมทำ"โครงการพัฒนาขนมไทย" ลดหวาน มัน เค็ม ใช้งบประมาณ 500,000 บาท พี่สง่า ดามาพงษ์(KU 28)โฆษก กระทรวงฯ ให้ผมช่วยเป็นที่ปรึกษาโครงการ อีกโครงการหนึ่ง ก็น่าทำปลูกป่าสมุนไพรเอานักศึกษาอาสาสมัครมาช่วยกันปลูกป่าสมุนไพรที่วัดคำประมง ต้องมองทุกมิติทั้งด้าน เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์การเป็นชุมชนดั้งเดิมอโรคยาศาลา สมัยพระเจ้าชัยวรมัน อาณาจักรขอมเดิมในแผ่นดินอิสาน ถึงจะมีการเปลี่ยนแปลงสังคมได้ อะไรก็ได้ที่ผู้ป่วยต้องการถือเป็น Palliative Care

ด้วยจิตคารวะ
นำพล
083-1366843,089-1031808
089-8127606,Fax.029510242

ความเห็นที่ (๙)
ผมคงไปเข้าร่วมงานไม่ได้
แต่มีข้อเสนอแนะสองสามประการครับ
ข้อแรก ในเรื่องแผนพัฒนากำลังคนของ สาสุข มียุทธศาสตร์ที่ต้องการพัฒนาการแพทย์แผนไทย แต่แผนที่มีเป็นแผนแบบ สมัครเล่น คือ พัฒนาแพทย์แผนไทย แบบที่เอาไว้ใช้ในบ้านเท่านั้น แต่ไม่มีการพัฒนาแพทย์แผนไทย ให้ทำงานคู่กับแพทย์แผนปัจจุบัน ใน ชุมชน ทั้งๆที่ปัจจุบัน สธ ประสบปัญหาขาดบุคลากรทำงานใน สถานีอนามัย แต่แผนที่รองรับคือ การ ผลิต พยาบาล ไปอยู่ สอ เอาพยาบาลจบใหม่ ที่ไม่เคยเรียนเรื่องการรักษาไปรักษาผู้ป่วยใน สอ แต่ไม่มีนโยบาย รับ แพทย์แผนโบราณให้เข้าทำงานใน สอง
ข้อสอง คือ การขาดการสนับสนุน การผลิต แพทย์แผนโบราณที่เป็นรูปธรรม การผลิตยังมีอยู่ในวงจำกัด
ข้อสุดท้าย คือ ยังขาดการวิจัยด้านนี้ อย่างมาก ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ การวิจัย ไม่จำเป็นต้องทำแบบหรู เพียงแค่การจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบก็น่าจะพอ

นพ.อรรถพล

เรียน เครือข่ายทุกท่าน
นายแพทย์ลือชา วนรัตน์ อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกและ นายแพทย์ เทวัญ ธานีรัตน์ ผอ.กองการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธาร ณสุขและคณะ เดินทางมาถึงอโรค ยศาลเวลาประมาณ 17.00 น. หลวงตาปพนพัชร์จิรธัมโม ทีมงานอโรคยศาล นายแพทย์ชรัตน์ วสุธาดา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสกลนคร นายอำนาจ พวงสาลี นายอำเภอพรรณานิคม นายแพทย์พัฒนพงษ์ ผอ.รพ.พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร นายแพทย์วรรณกร ผอ.รพ.พังโคน คณะแพทย์อาสา แพทย์หญิงสุดารัตน์ แพทย์ประจำรพ.เต่างอย นายแพทย์ศิริโรจน์ กิตติสารพงษ์ รพ.รักษ์สกล, นายกอบต.สว่าง และคณะ ผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยอโรคยศาล คณะพยาบาลอาสาสมัคร ได้ต้อนรับเข้าร่วมประชุม ในมหาวิหาร หลังจากกราบพระรัตนตรัยแล้ว นายอำเภอพรรณานิคมกล่าวต้อนรับ คณะผู้ป่วยร่วมร้องเพลงอโรคยศาล น้องฟ้า ผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ ,ผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีและ ผู้ป่วยมะเร็งตับ พูดถึงความรู้สึกว่าทุกข์ทรมานจากการป่วยและการรักษาด้วยการผ่าตัด ฉายแสง ให้เคมีบำบัดและไม่มีความหวังชัดเจนกับผลการรักษาว่าจะหายหรือไม่ จนได้มารับการบำบัดที่อโรคยาศาล หลวงตาให้ความเมตตาเสียสละดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ได้ใส่บาตร ฟังธรรม ทานสมุนไพร นั่งสมาธิ เดินจงกรม หัวเราะ ฝึกชี่ไดนามิกส์ รู้สึกมีความสุขมาก อยากให้ท่านอธิบดีสนับสนุนอโรคยศาลด้วย อยากให้มีอโรคยศาลทุกภาคของประเทศ เพื่อสะดวกต่อการเดินทางจะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยทั้งหมด ตอนหนึ่งน้องฟ้าได้กล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า

“น้องฟ้าเลือกที่เกิดไม่ได้แต่ตอนนี้น้องฟ้าเลือกที่ตายได้แล้วค่ะคือที่ วัดคำประมง”
ญาติผู้ป่วยมะเร็งปอดเป็นพยาบาลวิชาชีพอยู่รพ.ศูนย์อุดรธานี กล่าวว่ารู้สึกประทับใจในความเมตตาของหลวงตาตั้งแต่โทรศัพท์ติดต่อพาพ่อมารักษา หลวงตาไม่ให้เกรงใจคิดเสียว่าหลวงตาเป็นพี่ หลังนำพ่อมารักษาได้เห็นการดูแลแบบองค์รวมจากการสัมผัสจริงที่นี่ ซึ่งไม่เคยพบในโรงพยาบาล ความมหัศจรรย์ของสมาธิบำบัด สมุนไพร และการบำบัดโดยรวม ทำให้พ่ออาการดีขึ้นและมีความสุขมาก เห็นว่าเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งที่ควรสนับสนุน ท่านอธิบดีกล่าวให้กำลังใจและชื่นชมในการดำเนินงานของอโรคยศาล หลวงตาให้คณะแพทย์อาสากล่าวถึงความรู้สึก น.พ.ศิริโรจน์กล่าวว่า การมาเป็นแพทย์อาสาต้องอดทนและต่อสู้กับความคิดของตนเองที่เรียนการแพทย์แผนตะวันตกมา ต้องเปิดใจศึกษาไม่ติดยึดในความคิดเดิม ดูผลลัพธ์และความสุขของผู้ป่วยเป็นที่ตั้ง ผู้มาดูแลก็มีความสุขด้วย และต้องยืนหยัดไม่ท้อถอย เห็นหลวงตาทุ่มเทเสียสละทำให้เกิดศรัทธา และได้ลงมาสัมผัสด้วยตนเอง ได้ดื่มสมุนไพรรักษามะเร็งด้วย 5 หม้อ ไม่มีอันตรายและสุขภาพดีขึ้น เห็นผลการเปลี่ยนแปลงในตัวคนไข้ว่าบำบัดแล้วดีขึ้นจริง ถึงเสียชีวิตก็เสียชีวิตโดยสงบ เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ต่อตนเอง เป็นทางเลือกที่ดีมากทางหนึ่งของผู้ป่วยมะเร็งที่แพทย์ควรจะรู้ การมีทางเลือกในการรักษามากย่อมดีกว่าทางเลือกจำกัดแต่ในโรงพยาบาล อยากให้เกิดเครือข่ายประชาชนในการบำบัดรักษาในระดับหมู่บ้าน โดยมีหน่วยงานของรัฐเป็นผู้สนับสนุนข้อมูล การบริการ วัสดุอุปกรณ์การส่งต่อ

พ.ญ.สุดาพันธ์ กล่าวว่า เป็นแพทย์อาสาวันอังคาร (น.พ.ศิริโรจน์เป็นแพทย์อาสาวันศุกร์) เห็นว่าแพทย์ควรให้ข้อมูลผู้ป่วยมากขึ้นในการรักษาเช่นการผ่าตัดควรอธิบายถึงวิธีการและผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นหลังผ่าตัด แพทย์ส่วนใหญ่ให้เวลากับผู้ป่วยน้อยไปโดยเฉพาะผู้ป่วยระยะสุดท้าย ตนเองชอบการดูแลแบบองค์รวมและพยายามทำให้เกิดการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบองค์รวมในโรงพยาบาลเต่างอย น.พ.พัฒน์พงษ์ กล่าวว่าเห็นความตั้งใจจริงและการทุ่มเทของหลวงตาเกิดความศรัทธา และเป็นผู้สนับสนุนอโรคยศาลทั้งบุคคลากร การตรวจ lab การส่งต่อ และการใช้สิทธิของผู้ป่วย เห็นว่าควรพัฒนาให้เชื่อมโยงกับโรงพยาบาลที่มีอยู่ และสามารถใช้สิทธิในการรักษาได้ และด้านบุคคลากรควรมีการหมุนเวียนมาช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ

น.พ.เทวัญ
ผอ.กองการแพทย์ทางเลือกเห็นว่าอโรคศาลเป็นตัวอย่างที่ดีในการรักษาแบบแพทย์ทางเลือกและพยายามผลักดันให้เป็นศูนย์สมาธิบำบัดแห่งแรกของประเทศ ตนเองไม่ได้ทำอะไรมากมายแต่เป็นที่ปรึกษาให้หลวงตามาตลอด เช่นการทำหนังสือสมาธิบำบัดกับการรักษาโรคมะเร็ง (เล่มสีน้ำตาล) เป็นผู้ตรวจสอบต้นฉบับด้วย

น.พ.วรรณกร
กล่าวว่าตนเป็นศัลยแพทย์ที่ท่านอธิบดีสมัยที่ท่านเป็นนายแพทย์สสจ.ที่สกลนครส่งไปเรียน เพิ่งรู้จักอโรคยศาลเป็นครั้งแรกรู้สึกประทับใจและชื่นชมในการดำเนินงานของหลวงตา ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้าง ตลอดจนการดูแลรักษาผู้ป่วย เห็นว่าเหมือนเป็นโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง ผู้ป่วยมะเร็งก็เหมือนอาจารย์พวกเรา ควรช่วยเหลือกันและพัฒนาการวิจัยให้เป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก อยากสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายการดูแลโรคมะเร็ง และจะเสนอทางเลือกนี้ให้ผู้ป่วยมะเร็งต่อไป

น.พ.ชรัตน
์ กล่าวชื่นชมในการดำเนินงานของ “อโรคยศาล ทำชื่อเสียงให้กับจังหวัด” เป็นทางเลือกที่ดีของผู้ป่วยมะเร็งทางหน่งที่ควรสนับสนุนต่อไป

คุณธฤตวัน อุเทศ หรือน้องเจี๊ยบ พยาบาลอาสาสมัครมาช่วยดูแลด้านอาหารบำบัด กล่าวว่า ถึงแม้จะสับสนในบทบาทของพยาบาลวิชาชีพที่ตนเองทำอยู่ต้องใช้ความรู้ทางวิชาการ แต่การทำงานที่อโรคยศาลใช้หัวใจในการดูแล และมีสิ่งทีประทับใจเช่น น.พ.ศิริโรจน์คุยกับผู้ป่วยให้ใช้พลังจากฝ่ามือในการช่วยบำบัดและผู้ป่วยบางคนก็นำไปใช้สามารถลดก้อนแข็งที่ทวารหนักได้ เป็นมิติใหม่ที่นอกเหนือจากความรู้ที่เรียนมา

คุณเจริญศรีฯ พยาบาลอาสาสมัครอีกคน พยายามเข้ามาช่วยหลวงตาเรื่อยๆ ช่วยทำสถิติโรคมะเร็งที่อโรคยศาลให้

ตัวแทนจากกรมพัฒนาแพทย์ทางเลือกฯ (คุณวงเดือน จินดาวัฒนะ-ภรรยาคุณหมออำพล จินดาวัฒนะ) กล่าวว่าลักษณะอโรคยศาลคล้ายกับการดำเนินงานของฉือจี้ที่ไต้หวัน คือ มีนักบวชเป็นผู้นำและมีอาสาสมัครเข้ามาช่วยทำงาน ชื่นชมการทำงานของอโรคยศาลและอยากสนับสนุนการทำงานต่อไป

(สำหรับความคิด เห็นของผู้ไม่ได้มา คือ ดร.เอื้อมพร ดาวกระจาย มข. ดร.สกล สิงหะ มอ. อ.วรวิทย์ ตงศิริ วท.เทคนิค สกลนคร คุณอุษา อาสาสมัครช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็ง และคุณลูกน้ำ หลวงตาพิมพ์แจกให้ในที่ประชุม ของอ.น.พ.อรรถพล สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุงและคุณนำพล ส่งมาทีหลังจะแนบ file รวมมาด้วย)
จากนั้นหลวงตาให้พร แล้วพาท่านอธิบดีและผู้ติดตามไปเยี่ยมผู้ป่วยตามตึก ดูบ้านดิน และสถานที่ก่อสร้างสถาบันญาณสิทธิธรรมโอสถบำบัด แล้วกลับมาที่ตึกอโรคยศาล ส่งท่านอธิบดีเดินทางไปพักในเมืองสกลนครเวลาประมาณ 20.00 น.

ข้อสรุปที่ได้จากการมาเยี่ยมของท่านอธิบดีและคณะ

  1. อโรคยศาลเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งของผู้ป่วยมะเร็ง
    มีน.พ.วรรณกร ผอ.รพ.พังโคนมาเป็นแนวร่วมอีกคนหนึ่งเป็นอย่างน้อย
  2. ควรพัฒนาระบบอาสาสมัครให้เป็นจริงและมีบุคคลากรเพียงพอ โดยความร่วมมือทุกภาคส่วนช่วยสนับสนุนอาสาสมัคร
  3. ควรมีงานวิจัยสนับสนุนผลการดูแลผู้ป่วย
  4. ควรมีการขยายอโรคยศาลให้ทั่วถึงในประเทศ
  5. ทำระบบเครือข่ายให้เข้มแข็ง เชื่อมโยงกัน ทั้งภาคราชการ เอกชน ให้ถึงระดับหมู่บ้าน น่าจะเป็นการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งอย่างยั่งยืน

 

น.พ.ศิริโรจน์ กิตติสารพงษ์ เขียนรายงาน



 

บทความที่น่าสนใจที่ผ่านมา