style> img { -webkit-filter: grayscale(100%); filter: grayscale(100%); } html { -webkit-filter: grayscale(100%); }
อโรคยศาลคืออะไร / อาคาร-สถานที่ / เกี่ยวกับผู้ป่วยและญาติ / การบำบัดรักษา / อาหารผู้ป่วย / การบริหารจัดการ / บัญญัติ 10 ประการ
 

การบริหารจัดการ

ระบบบริหารจัดการ
จากการให้สัมภาษณ์ พระภิกษุปพนพัชร์กล่าวว่า “ระบบบริหารเป็นแบบบุคคลทั่วไป (Individual) ไม่มีมูลนิธิอะไร ถ้าเราทำความดี เทวดาฟ้าดิน มนุษย์ เขาก็ช่วยเราเอง ไม่มีก็ไม่ต้องทำ คิดง่ายๆ สบายๆ อย่างสถาบันพันล้าน คนเขาก็คิดว่าทำเกินตัวหรือเปล่า ทำแข่งกับเขาหรือเปล่า ไม่เคยคิดอะไรอย่างนั้นเลย แต่คนที่ไม่เคยเห็นอะไรอย่างนี้ก็คิดไปต่างๆ นานา ซึ่งเราก็ห้ามความคิดเขาไม่ได้” (สัมภาษณ์พระภิกษุปพนพัชร์ จิรธัมโม,วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๐)

บุคลากรและอาสาสมัคร
พระภิกษุปพนพัชร์ กล่าวว่า” อโรคยศาล ตอนแรกหลวงตาก็มีคนงานประจำดูแลวัดอยู่แล้ว เพราะลำพังพระคงทำอะไรไม่ได้ ช่วยอะไรไม่ได้ ไม่แน่นอน เดี๋ยวก็มา เดี๋ยวก็ไป เพราะวัดมันกว้าง หลวงตาต้องมีคนดูแลโบสถ์ วิหาร ศาลา สถานที่ ต้นไม้ ตัดหญ้า ต้องจ้างคนงานสิบกว่าคนดูแล พอมาเป็นอโรคยศาล ก็มาฝึกคนเหล่านี้ทำงานตามความสามารถ ตัดเสื้อผ้า ฆ่าเชื้อคนไข้ คนไหนพอฉีดยาได้ก็เอาหมดเอาอนามัยมาฝึกฉีดยา ต้องเป็นคนนิ่งๆ มีประสบการณ์ หัวใจมีเมตตา ก็มีเพียงคนสองคนเท่านั้น นอกนั้นก็มีทำงานแบบรูทีน ปัดกวาด ซักผ้า ผ่าฟืน ต้มยาสมุนไพร รับลงทะเบียนคนไข้ บุคลากรอื่นก็เป็นอาสาสมัคร เช่นคุณหมอศิริโรจน์ พยาบาล บุคลากรจากโรงพยาบาลต่างๆ ก็เวียนกันมาดูแล ตรวจสอบสุขภาพจิต แนะนำคนไข้ ตามวิชาที่เขาเรียนมา และก็จะมีอาสาสมัครอื่นๆ เป็นพยาบาลที่ไม่มีครอบครัวจะลงมาช่วยหลวงตา ก็เริ่มมีแล้ว เริ่มพัฒนาขึ้นจากหัวใจ มะรืนนี้เครือข่ายมะเร็งก็จะลงไปเซอร์เวย์แล้ว และก็จะร่วมกันทำงานต่อไป” (สัมภาษณ์พระภิกษุปพนพัชร์ จิรธัมโม,วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๐)
ในหนังสือสมาธิบำบัดกับการรักษาโรคมะเร็ง กล่าวไว้ว่า มีอาสาสมัครที่เป็นแพทย์แผนปัจจุบัน พยาบาล เภสัชกร เทคนิคการแพทย์ นักจิตวิทยา และบุคลากรสาธารณสุขต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน อาสาสมัครเข้ามาดูแลช่วยเหลือตามความสมัครใจแล้วแต่โอกาสของแต่ละบุคคลประมาณ ๒๐ - ๓๐ คนหมุนเวียนกันไป (สมาธิบำบัดกับการรักษาโรคมะเร็ง,๒๕๕๐:๕ )

งานธุรการและการเงิน
งบประมาณทั้งสิ่งก่อสร้าง ค่าบำรุงรักษาสถานที่ เครื่องมือแพทย์-พยาบาล วัสดุ สมุนไพร ค่าบริการ ค่าน้ำ ค่าไฟ ฯลฯ ตลอดระยะเวลา ๒ ปี (๒๕๔๘ ถึง พฤษภาคม ๒๕๕๐) ค่าใช้จ่ายที่ใช้จ่ายไปแล้วประมาณ ๓๐ ล้านบาท (โดยผู้มีจิตศรัทธาบริจาค) ในเรื่องการรับบริจาคนั้น พระภิกษุปพนพัชร์(๒๕๕๐) กล่าวว่า “ หลวงตาทำอะไร หลวงตาไม่ชอบให้เศรษฐีมาเป็นเจ้าภาพ นิสัยหลวงตาไม่ชอบให้ใครมาบงการ ไม่มีใครมาเป็นผู้อุปถัมภ์วัด ทุกคนคือพุทธศาสนิกชน แม้แต่เขาทำบุญสลึงนึง บาทนึงก็มีคุณค่า สำหรับหลวงตา ร้อยนึง ล้านนึง หรือกี่ล้าน ก็มีค่าไม่แตกต่างกัน ถ้าหัวใจเขามีความเต็มใจ มีศักยภาพที่จะทำแค่นั้น ทุกคนจึงไม่ได้แตกต่างกันตรงไหน อโรคยศาลจึงเกิดมาจากแต่ละคนทำด้วยหัวใจ เขาทำแล้วเขาก็ไป วัดคำประมงเป็นร้อยๆ ล้านแล้ว ไม่ใช่วัดอย่างเดียว สร้างอ่างเก็บน้ำ ส่งน้ำให้พื้นที่เพาะปลูก เนื้อที่ ๕๐๐ ไร่ ดำนา ตกกล้า ก็อาศัยหลวงตาหมด ถนนที่วิ่งมา ๕-๖ กิโล หลวงตาก็ทำเองหมด ไฟฟ้าเข้าหมู่บ้าน หลวงตาก็ต่อให้หมด ชาวบ้านไม่ต้องเสียสตางค์เลยนะ หลวงตาทำให้หมดเลย ชาวบ้านก็มาอุปถัมภ์ช่วยเหลือวัดวา ศาสนา ตามกำลังของเขา โดยที่เราไม่ต้องไปกะเกณฑ์ เขามาด้วยหัวใจของเขาเอง ถึงสงกรานต์เขาก็เอาต้นเอาอะไรมาทอดถวาย ถึงเวลามีงานมีการก็มา นี่ก็วันที่ ๒๘ พ.ค.๕๐-๘ มิ.ย.๕๐ อนามัยทั้งจังหวัด ๓๐๐ กว่าคน ก็จะมาอบรมที่นี่ หลวงตาก็เป็นวิทยากร ร่วมกับวิทยากรที่กรุงเทพฯ แบ่งเป็น ๒ รอบ มาอบรม มาพัก มากิน มาอยู่ มาฝึกงาน”

ในส่วนของเจ้าหน้าที่ธุรการและการเงินนั้น พระปพนพัชร์กล่าวว่า “หลวงตาทำเองหมด เงินเข้าเงินออก คนบริจาคเท่าไร อย่างไร หลวงตาต้องดูแลเองหมด เพราะหลวงตาต้องรู้ว่าจะจ่ายเท่าไร อย่างสามสี่เดือนนี่ จ่ายไปสามล้านเจ็ด ตั้งแต่ปีใหม่ คนอื่นทำจะไปรู้ได้อย่างไร”

การติดตามประเมินผล
ในระยะ ๒ ปีที่ผ่านมา (ปี ๒๕๔๘ ถึง พฤษภาคม ๒๕๕๐) ที่ได้เริ่มดำเนินการมีผู้มาเข้ารับการรักษาจำนวน ๔๘๕ คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยในระยะสุดท้าย ผลลัพธ์ที่ออกมาถ้าหากผู้ป่วยสามารถรับประทานยาต้มได้ตามกำหนด มีโอกาสมีชีวิตอยู่รอดได้มากขึ้นกว่า ร้อยละ ๗๐-๘๐ ส่วนการประเมินผลเชิงลึกอยู่ในระหว่างการเก็บข้อมูลโดยการประเมินผลจากสถิติการจ่ายยา เพื่อการรักษามีจำนวนมากขึ้นตามสัดส่วนของผู้ป่วยที่รอดชีวิตและกลับมา Follow up หลังจากที่ผู้ป่วยได้เข้ามาบำบัดรักษาในห้วงระยะเวลาหนึ่ง.