อโรคยศาลคืออะไร / อาคาร-สถานที่ / เกี่ยวกับผู้ป่วยและญาติ / การบำบัดรักษา / อาหารผู้ป่วย / การบริหารจัดการ / บัญญัติ 10 ประการ


การบำบัดรักษา

การรักษาผู้ป่วยด้วยการแพทย์แผนไทยแนวพุทธ (สมาธิบำบัด)

๑) ปฐมนิเทศ
ให้ผู้ป่วยที่เข้ามาบำบัดรักษาเข้าใจความหมายและเป้าหมายของอโรคยศาล เพื่อปรับความคาดหวังของผู้ป่วยให้สอดคล้องกับเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของอโรคยศาล

๒) การวินิจฉัยโรค
ใช้หลักฐานสำคัญทางการแพทย์แผนปัจจุบันประกอบ เช่น ประวัติการรักษา หนังสือการส่งต่อ ผลการทำอัลตร้าซาวน์ เอกซเรย์ ผลสแกนคอมพิวเตอร์ ผลเลือด ผล MRI ตลอดจนผลการตรวจชิ้นเนื้อ หรือหลักฐานอื่นๆ ที่วินิจฉัยว่าผู้ป่วยที่เข้ามาบำบัดรักษาเป็นมะเร็งจริง และเป็นระยะที่เท่าใดแล้ว

๓) การรักษา

  1. ใช้หลักการในทางพระพุทธศาสนา โดยใช้สมาธิบำบัด สวดมนต์ นั่งสมาธิ และเดินจงกรม ควบคู่กับการใช้ดนตรีบำบัด และธรรมชาติบำบัด
  2. ใช้สมุนไพรรักษาโรคมะเร็งตามแนวทางการรักษาด้วยสมุนไพร เช่น
    • การล้างพิษ ด้วยสมุนไพร แก้ว ๗ ดวง, แก้ไข้ ๓ ฤดู, แก้ปวดหัวตัวร้อน, แก้ไข้พิษไข้กาฬ ฯลฯ
    • การใช้สมุนไพรบำรุงธาตุ ปรับธาตุในร่างกาย
    การใช้สมุนไพรสูตรหลัก (ยอดยาแก้มะเร็งทุกชนิด) แก่ผู้ป่วยโรคมะเร็ง
    ผู้ป่วยต้องปฏิบัติโดยจุดธูป ๓ ดอก เทียน ๑ คู่ ระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พร้อมทั้งสวดคาถาสักกัตวาฯ ๓ จบ อัญเชิญบารมีของท่านบรมครูชีวกโกมารภัจจ์ ซึ่งเป็นผู้คิดตำรายานี้ และนำธูปไปปักไว้กลางแจ้ง หลังจากนั้นนำตัวยาใส่ในหม้อดิน และใส่น้ำให้พอท่วมตัวยา ต้มให้เดือดนาน ๑๕ นาที แล้วรินน้ำยาเก็บไว้ในหม้อเคลือบ แล้วเติมน้ำลงไปใหม่ให้ท่วมตัวยา แล้วต้มให้เดือดเต็มที่ให้นาน ๑๕ นาที แล้วรินน้ำยาเก็บรวมไว้กับของเก่า ทำอย่างนี้ ๓ ครั้ง ส่วนกากก็ให้นำไปเทที่ต้นไม้ (ในกรณีที่ยังไม่เป็นมะเร็ง ก็สามารถกินยานี้เพื่อป้องกันก่อนได้) โดยมีวิธีกินยาอุ่นยาไว้กินเรื่อยๆ ก่อนอาหาร ๓ เวลา ประมาณ ๓๐ นาที ครั้งละ ๑ ถ้วยกาแฟ (มีหู) หรือประมาณ ๒๕๐ ซีซี ต่อ ๑ คาบ และก่อนกินยาทุกครั้งให้สวดคาถาสักกัตวาฯ ๓ จบ เมื่อหมดน้ำยาก็ให้ทำใหม่ ต้มกินไม่เกิน ๕ หม้อ (หรืออาจจะมากกว่านั้น) โรคมะเร็งชนิดนั้นๆ มีโอกาสหายอย่างแน่นอนแลฯ ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการหนักมากแล้ว ก่อนที่จะเข้ามารักษาที่อโรคยศาล หลังจากที่ผู้ป่วยรับประทานยานี้เข้าไปแล้วก็อาจจะทำให้ผู้ป่วยสิ้นชีวิตไปอย่างสงบ ไม่ทุรนทุรายมากนัก
  3. การอบไอน้ำสมุนไพร ด้วยการดื่มน้ำสมุนไพรบางตัวเพื่อเสริมธาตุ เช่น การดื่มน้ำสมุนไพรสมานฉันท์เพื่อให้เกิดการกระตุ้นการไหลเวียนของกระแสโลหิตและประสานการทำงานของอวัยวะส่วนต่างๆ ตามกำลังธาตุของผู้ป่วย หลังจากนั้นผู้ป่วยจึงเข้าอบสมุนไพร ครั้งละไม่เกิน ๑๕ นาที มีข้อแม้ว่าผู้ป่วยต้องไม่เป็นโรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูง
  4. การประกอบพิธีกรรมในการต้มยาสมุนไพรของผู้ป่วยแต่ละรายๆ โดยอาศัยการคำนวณฤกษ์ เพื่อใช้ประกอบในพิธีต้มยาตามหลักโหราเวชซึ่งมีมาแต่โบราณ ซึ่งอาศัยฤกษ์ตามดวงชะตาและกำลังธาตุของผู้ป่วยแต่ละคนเป็นการส่งเสริมและสร้างกำลังใจให้ผู้ป่วยไปในตัวด้วย
  5. การให้ครอบครัวของผู้ป่วยมีส่วนร่วมรับรู้ในการบำบัดรักษา และพักอยู่กับผู้ป่วยที่อโรคยศาล วัดคำประมงด้วย เช่น ญาติของผู้ป่วยจะต้องทำหน้าที่ต้มยา อุ่นยา (ยอดยากินแก้มะเร็ง) ให้กับผู้ป่วย และเข้าร่วมพิธีกรรมในการต้มยาเพื่อสวดมนต์ขอพรและทำสมาธิต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคมะเร็งที่เป็นอยู่หรืออาการทุเลาเบาบางลงไป เช่น ท่านบรมครูชีวกโกมารภัจจ์ เทพเทวา เพื่ออัญเชิญมาในพิธีกรรมการต้มยาสมุนไพรแก้โรคมะเร็งด้วย
  6. การรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน ที่เป็นอาสาสมัครจากที่ต่าง ๆ ทั้งในและนอกจังหวัดสกลนคร โดยเฉลี่ยสัปดาห์ละ ๑ ครั้ง การเจาะเลือดโดยพยาบาลวิชาชีพ ประมาณเดือนละ ๑ ครั้ง (ต่อผู้ป่วย ๑ คน) ขึ้นอยู่กับความจำเป็นในการตรวจแต่ละราย และการทำกลุ่มจิตบำบัดให้แก่ผู้ป่วยโดยพยาบาลจิตเวชมหาบัณฑิตชื่อกลุ่ม “เพื่อนร่วมทาง”
  7. การเยียวยาด้วยแพทย์ทางเลือกอื่นๆ ได้แก่ การฝังเข็ม การใช้อาหารบำบัด (โภชนาการบำบัด) ดนตรีบำบัด ธรรมะบำบัด และอื่นๆ
  8. การส่งต่อผู้ป่วยในรายที่มีอาการหนัก ซึ่งอาจจะเยียวยาให้ดีขึ้นด้วยการรักษาในโรงพยาบาล เพื่อให้พ้นวิกฤติแล้วกลับมาบำบัดรักษาตัวต่อไปได้ เช่น ผู้ป่วยอยู่ในภาวะที่ซีดมาก ภาวะเสียน้ำรุนแรง แต่จะไม่ส่งต่อเพื่อพยุงชีพในกรณีที่ผู้ป่วยสิ้นหวังแล้ว
  9. ผู้ให้การดูแลบำบัดเยียวยา คือ พระอาจารย์ปพนพัชร์ จิรธัมโม (ภิบาลพักตร์นิธี) เจ้าอาวาส วัดคำประมง เป็นหลักในการบำบัดรักษา โดยมีแพทย์ พยาบาล เภสัชกร บุคคลากรทางสาธารณสุขที่เป็นอาสาสมัครที่เสียสละเวลาเข้ามาช่วยดูแล ผสมผสานการรักษากับแพทย์แผนปัจจุบัน
 
๔) การติดตามการรักษา
ใช้การติดตามอาการผู้ป่วย การตรวจชีพจร, วัดความดันโลหิต, วัดอุณหภูมิ เป็นการประเมินตามความก้าวหน้าของการบำบัดรักษาประจำวัน มีการชั่งน้ำหนัก และการตรวจเลือดเป็นระยะ

๕) กำหนดการปฏิบัติงานประจำวัน


ภาคเช้า
เวลา ๐๗.๐๐ น. ผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยร่วมกันทำบุญตักบาตร ฝึกสมาธิและลมปราณ และฟังธรรมจากหลวงตา
เวลา ๐๘.๐๐ น. นัดล้างพิษ (ผู้ป่วยใหม่) ตามกำลังธาตุของแต่ละคนด้วยสมุนไพร
เวลา ๐๘.๓๐ – ๑๑.๐๐.น. ตรวจวัดไข้-ความดัน-ชีพจร ตรวจวินิจฉัยโรค จ่ายยา

เวลาภาคบ่ายถึงภาคกลางคืนจะมีแพทย์ พยาบาล อาสาสมัครเข้ามาร่วมวิเคราะห์และวินิจฉัยโรคตามแต่โอกาสอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๒ - ๓ ครั้ง
(นัดเวลา-วัน-เดือน-ปี สำหรับผู้ป่วยใหม่เพื่อประกอบพิธีต้มยาหม้อแรก เป็นปฐมฤกษ์)
หมายเหตุ การต้มยาของผู้ป่วยเก่า (ผู้ป่วยที่เคยมาบำบัดแล้วและมีความประสงค์ที่จะกลับไปอยู่ที่บ้านเพื่อดูแลตัวเองต่อไป) ที่มา Follow up จะมีทุกวัน การต้มยาแต่ละหม้อจะใช้เวลา ประมาณ ๒ ชั่วโมงครึ่ง ถึง ๓ ชั่วโมง
-ภาชนะที่ใช้ในการต้มต้องเป็นหม้อดินขนาดใหญ่(สั่งมาจากเกราะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี)
-ภาชนะที่ใช้ในการเก็บรักษาและการอุ่นยาประจำวันเป็นหม้อเคลือบ เบอร์ ๓๒ น้ำที่ใช้ในการต้มยาต้องเป็นน้ำฝน (ถึงจะดีมาก)

ภาคค่ำ
เวลา ๑๙.๐๐ – ๒๒.๐๐ น. อบรมสมาธิ-สวดมนต์ภาวนา
- ตรวจไข้จ่ายยาสมุนไพรตามอาการของโรค
- ตรวจไข้จ่ายยาด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน (ตามวันเวลาที่แพทย์นัดหมาย)
- นัดวันเวลาล้างพิษผู้ป่วยด้วยสมุนไพร
- นัดวันเวลาเพื่อทำพิธีต้มยาหม้อแรกสำหรับผู้ป่วยใหม่

หมายเหตุ คนไข้บางคนป่วยหนักมากไม่สามารถมาทำกิจกรรมประจำวันได้ จะมีญาติเป็นตัวแทนมารายงานผลการรักษาและบอกอาการของคนไข้และรับยาไปให้คนไข้รับประทานตามคำแนะนำของแพทย์หรือผู้ดูแลผู้ป่วย


การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการรักษาที่อโรคยศาล

  1. ประวัติการรักษาจากโรงพยาบาล หรือคลินิกเดิมที่ตรวจพบว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็ง ผลตรวจเลือด ฟิล์มเอกซเรย์ ผลตรวจอัลตร้าซาวด์ (ถ้ามี) ผล CT-SCAN หรือ MRI
  2. หม้อเคลือบสำหรับใส่ยาต้มเบอร์ ๓๒ จำนวน ๑ ใบ มีจำหน่ายที่ร้านชัยวัฒน์เภสัช อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
  3. อาหารเสริมไอโซคาลชนิดชงดื่ม ๑ กระป๋อง มีจำหน่ายที่ร้านชัยวัฒน์เภสัช จ. สกลนคร
  4. น้ำยาบ้วนปากลิสเตอรีน, ยาสีฟันฟลูโอคารีน
  5. อาหารสำหรับผู้ป่วยและญาติที่เฝ้าไข้ ข้าวสาร (ข้าวเจ้า) ข้าวกล้อง หม้อหุงข้าว กระติกน้ำร้อน อาหาร, ผักและเครื่องปรุงต่าง โดยทางวัดมีโรงครัว-ตู้เย็นให้ ซึ่งญาติจะต้องเป็นผู้ที่ทำอาหารให้ผู้ป่วยรับประทานเอง
  6. เครื่องใช้ส่วนตัวอื่นๆ
  7. ต้องมีญาติมาเฝ้าอย่างน้อย ๑ - ๒ คน